บทที่ 9 อดีต
“กองทัพ ไม่เจอกันตั้งนาน นี่ไม่คิดจะทักทายหรือพูดคุยกับดาวบ้างหรือไง” นภาดาวอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามชายหนุ่มมอดีตคนรักที่เดินขนาบเคียงคู่มากับสาวแว่นข้างกายของเขา อคินภัทรมีสีหน้าอึดอัดใจจนคนที่ถามสัมผัสได้ แต่เธอจะไม่ปล่อยโอกาสให้หลุดมือไปหรอก
“คุย ผมไม่เห็นความจำเป็นที่เรามีเรื่องที่จะต้องคุยกัน”
“แล้วนี่ ผู้หญิงข้างกายของคุณคือ ? ”
“คือดิฉัน…” น้ำเสียของลลิตาเงียบหายไปแทนที่ด้วยน้ำเสียงสุขุมของชายหนุ่ม ยิ่งไปกว่านั้นคือแขนแกร่งของเขากระชับโอบรอบเอวของเธอเข้ามาไว้ในอ้อมแขน
“เธอเป็นคนรักของผม” สิ้นเสียงของชายหนุ่ม ร่างบางหันขวับมองเขาอย่างไม่อยากเชื่อสายตา ไม่อยากเชื่อกับสิ่งที่ได้ยิน
“คนรัก ? ไม่ยักจะรู้มาก่อนว่าคุณชอบสาวแว่น”
“คนเราก็เปลี่ยนกันได้ ขนาดผู้หญิงสวย ๆ บางคน ยังซ่อนดาบคม ๆ ไว้ข้างหลังเลย จริงไหม ? ” ประโยคท้ายที่ชายหนุ่มเหน็บแนมทำให้นภาดาวรู้สึกหน้าชา
“กองทัพ ดาว”
“ขอโทษนะ พอดีเราสองคนกำลังจะกลับกันแล้ว ขอตัว” เขาพูดตัดบทอย่างตัดเยื่อใย พร้อมกระชับแขนแกร่งโอบเอวหญิงส่งให้เดินไปพร้อมกับเขา มีเพียงร่างบางที่ตัวเกร็งแทบจะหยุดหายใจ ไม่กล้าส่งเสียงใด ๆ ปล่อยให้อดีตสาวคนรักได้แต่มองตามหลัง
“เอ่อ คือ…”
“ขอโทษทีนะ ที่ต้องพูดไปแบบนั้น” ร่างสูงโปร่งยอมปล่อยให้เลขาสาวเป็นอิสระ ไม่รู้เหมือนกันว่าตอนนั้นสมองเขากำลังคิดอะไรถึงได้พูดออกไปแบบนั้น
“ไม่เป็นไรค่ะ”
“ขึ้นรถสิ เดี๋ยววันนี้ผมขับรถไปส่ง”
“ไม่เป็นไรค่ะฉันขับรถมา”
“ไปเถอะ ผมมีเรื่องที่ต้องคุยกับคุณด้วย ส่วนเรื่องรถก็จอดไว้ที่นี่แหละ เดี๋ยวพรุ่งนี้ผมไปรับ”
“คะ ? ” เธอตกใจเล็กน้อยเพราะคิดว่าตัวเองคงหูฟาดไปเป็นแน่ เขาไม่พูดซ้ำแต่กลับพยักหน้าคล้ายกับออกคำสั่งให้เธอจำยอมขึ้นรถไปกับเขา
“ทำไมไม่ไปทำเลสิก” เขาเป็นฝ่ายชวนหญิงสาวข้างกายคุย
“ก็ราคามันสูงนี่คะ อีกอย่างฉันใส่แว่นก็ไม่ได้มีผลกับงานที่ฉันทำสักหน่อย” เธอตอบพร้อมกับมองออกไปนอกหน้าต่าง สายตาเรียวคมหันมองเสี้ยวหน้าของหญิงสาวเล็กน้อย
“วันนี้คุณทำได้ดีมากนะ” เขาเอ่ยปากชมเธออย่างจริงใจ ทำให้ใจบาง ๆ เต้นระรัวสั่นไหว
ค่ำคืนนี้เห็นมีเธอคงได้ฝันหวานกว่าใคร ๆ เป็นแน่
“อะไรนะครับแม่ ! ”
“แม่อยากให้กองทัพแต่งงาน จะว่าไปหนูแก้วเกล้าก็น่าจะใกล้กลับจากสวิตเซอร์แลนด์แล้วนะ”
“แม่ครับ แต่ผมยังไม่อยากแต่งงานอะไรกับใครทั้งนั้นนะครับตอนนี้ ผมแค่เต็มที่กับการทำงานก็เท่านั้น”
“แต่งงานแล้ว แม่ก็ไม่ได้ห้ามไม่ให้แกทำงานสักหน่อยนี่ แม่อายุมากขึ้นแล้วนะกองทัพ แม่ก็อยากจะอุ้มหลานเหมือนคนอื่น ๆ บ้าง จะว่าไปแม่ก็ได้ข่าวมาว่าช่วงนี้แกเองก็สนิทกับเลขาสาวคนใหม่ หรือถ้าแกไม่ชอบหนูแก้วเกล้า แกจะคบกับเลขาของแกก็ได้นะ แม่ไม่ได้ว่า”
“ไปกันใหญ่แล้วครับแม่ ผมกับลิตาก็แค่ทำงานด้วยกัน ตามประสาเจ้านายกับลูกน้องก็เท่านั้น”
“อ่อเหรอ ? แล้วจำเป็นที่แกต้องไปรับไปส่งเขาถึงที่พักเลยงั้นสิ”
“ก็ผมมีเรื่องงานที่ต้องคุยกับเขานี่ครับ” เขาหนุ่มตอบละล่ำละลัก แม้ในนั้นจะมีความจริงอยู่ก็ตามแต่อาจจะเป็นเพราะใจของเขาเองที่ตอนนี้รู้สึกว่ามันจะไม่ค่อยอยู่กับเนื้อกับตัว
“ไม่รู้ล่ะ กับแม่แกอาจจะปฏิเสธได้ แต่กับคุณย่า แกคงต้องคุยกับท่านเอง”
เมื่อคิดว่าต้องไปเผชิญหน้ากับย่าของตัวเอง ชายหนุ่มก็นึกถอนหายใจออกมา เขามีอำนาจในบริษัทตำแหน่งผู้บริหารและทายาทก็จริง แต่ที่จริงแล้วคนที่กุมอำนาจทั้งหมดคือหญิงสูงวัยต่างหาก
“ช่วงนี้คุณย่าเขาก็ถาม ๆ หาแกอยู่นะ ถ้าว่างก็แวะไปหาคุณย่าบ้างนะลูก”
“ครับ ผมทราบแล้ว” อคินภัทรตอบกลับก่อนจะเอ่ยปากขอขึ้นไปยังห้องนอนของตัวเอง เขาทิ้งตัวลงบนเตียงนอน ความรู้สึกที่เขาได้เจอกับนภาดาว ยังคงมี แต่หากครั้งนี้มันไม่ใช่ความรักเฉกเช่นเหมือนครั้งเก่า แต่เป็นความแค้นที่ฝังแน่นคับไว้อยู่เต็มอก ผู้หญิงที่กล้าทรยศต่อความรัก และความจริงใจของเขา อีกไม่นานนักหรอกที่เธอจะได้รับรู้ความเจ็บปวดเหล่านั้น ความแค้นหยุดลง เมื่อเสียงข้อความบวงอย่างดังขึ้น
ข้อความจากเพื่อนรักทำให้คิ้วเรียวหนาของเขาขมวดมุ่นเข้าหากัน ข้อความรูปภาพ มือแกร่งกดเข้าไปดูในช่องแชทนั้น ก่อนที่เขาจะนิ่งงันกับสิ่งที่ได้เห็น ภาพที่เขาเอาเสื้อคลุมไปคลุมให้หญิงสาว ใบหน้าเขาและเธอที่มองสบตากัน แสงไฟ และบรรยากาศทุกอย่าง ถูกส่งภาพมืออาชีพถ่ายเอาไว้ ตัวเขาเองยังตกใจไม่คิดว่าภาพที่ได้จะธรรมชาติได้ขนาดนี้ นี่เขามองเลขาของตัวเองด้วยสายแบบนี้จริงเหรอ ?
‘เขาว่ากันว่า สายตามันหลอกกันไม่ได้ แกว่าจริงไหมวะ ? ’
ประโยคทิ้งท้ายของเพื่อนรักทำให้เขาอยากกระโดดอัดสักที แต่มันจะใช่ความรู้สึกนั้นแน่เหรอ ? ในเมื่อเขาและเธอเพิ่งจะพบกันเพียงเท่านั้น เขาอาจจะขอเวลาเพื่อพิสูจน์อะไรบางอย่างในใจของเขาเอง รับรองได้ว่าถ้ามันใช้แล้วจริง ๆ เขาจะไม่ยอมปล่อยให้เธอหลุดลอยไปเป็นแน่
